เด็กเรียนรู้ภาษาจากการเลียนแบบไม่ใช่แบบเรียน
ผมเคยดูสารคดีเกี่ยวกับมนุษย์ยุคโบราณที่เรียกว่า “นีแอนเดอร์ธัล” มีอยู่ตอนหนึ่ง มีการสรุปว่าเหตุที่มนุษย์นีแอนเดอร์ธัลสูญพันธุ์ไป ไม่สามารถสู้กับมนุษย์ยุคปัจจุบันได้นั้น เพราะตำแหน่งของกล่องเสียง ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ดีเท่ากับมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการสื่อสารระหว่างกลุ่มนั้น “ด้อยกว่า” มนุษย์ยุคปัจจุบัน
จริงเท็จประการใด นักมนุษยวิทยาคงต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่ที่แน่ๆคือ ความสามารถในการสร้างรูปแบบการสื่อสารนั้นเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ตั้งแต่เกิด
ถ้านับความเก่าแก่เป็นไม้บรรทัดวัด “การฟังและพูด” ย่อมมีเส้นทางการพัฒนาที่ยาวนานกว่า “การอ่านและเขียน” อย่างเปรียบกันไม่ได้ เมื่อเด็กลืมตาดูโลก เด็กจะส่งเสียงร้องไม่เป็นภาษาตั้งแต่เกิด เด็กใช้เวลาปีเศษในการฟังเสียงของพ่อแม่ เพื่อเริ่มฟอร์มรูปแบบเสียงแล้วเปล่งเสียงออกมา นั่นคือความพยายามในการ “เลียนแบบ” ของมนุษย์
ผมเชื่อเรื่องที่ว่า….ภาษาคือภาษาพูด การเริ่มพูด เด็กไม่ต้องการเหตุผล เด็กต้องการเพียง “ต้นแบบ” เพื่อ “เลียนแบบ” และคนที่ช่วย “พยุงการพูด”
ส่วนต้นแบบจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “พ่อแม่” เมื่อเด็กเริ่มเลียนแบบ เขาจะใช้เวลาเพียงปีถึงสองปีเท่านั้น ก็สามารถพูดได้อย่างฉะฉาน ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดในโลกก็ตาม
เมื่อคุณเข้าใจประเด็นนี้แล้ว ต้นแบบอย่างพ่อแม่ในการสอนภาษาที่สองจะต้องใช้ภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวัน พูดซ้ำๆทุกวัน เพราะความถี่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขัดเกลาการเลียนแบบของลูกให้มีความสมบูรณ์ งดงาม และบนเส้นทางก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น พ่อแม่จะต้องทำหน้าที่ “พยุงการพูด” ตลอด และนี่คือหลักข้อที่สองของแนวคิดเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ ที่พ่อแม่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องไปจนโต
ความหมายของการพยุงการพูด ก็เริ่มตั้งแต่คอยแก้การออกเสียงที่ยังไม่ชัดเจนให้ การเรียงคำที่ถูกต้อง การกระตุ้น สร้างเงื่อนไขให้เด็กเปล่งเสียงเลียนแบบออกมา เพื่อ “จัดระเบียบร่างกายในการพูด” ให้เด็กคุ้นเคย ซักซ้อมในการบังคับกล้ามเนื้อ ลิ้น ขากรรไกร เส้นเสียง และส่วนต่างๆในการพูด เพื่อให้สิ่งนี้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึก
ต้นแบบควรสังเกตและพูดนำบ้างในกรณีที่ลูกยังมีคลังศัพท์ไม่มากเพียงพอเพื่อให้เด็กได้เลียนแบบ รวมไปถึงการให้กำลังใจ ชมเชย เมื่อลูกทำได้ดีอีกด้วย นี่คือความหมายของการเรียนรู้ภาษาแบบ “เลียนแบบ” ซึ่งต่างจากการเรียนรู้ภาษาแบบ “แบบเรียน” ที่จะใช้เหตุผลในการสื่อสารให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เน้นการอ่านเขียน ท่องจำ ซึ่งผมคงไม่ต้องเอ่ยไปมากกว่านี้แล้ว
หลายคนหงุดหงิดกับคำพูดผมประเด็นนี้ พูดก็พูดเถอะ…ผมไม่ได้ปฏิเสธการเรียนแบบแบบเรียนทั้งหมดหรอก แต่ลำดับการเรียนรู้ควรจะมาจากการเลียนแบบให้แน่น ให้แข็งแรงเสียก่อน จากนั้นค่อยก้าวไปสู่การเรียนแบบแบบเรียน เพื่อดำดิ่งลงลึกในแง่ภาษาทั้งอ่านและเขียน นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะชี้










