หลักข้อที่ 3 ฝึกพูดจากความรู้สึก

ไวยากรณ์อยู่ในความรู้สึก

ผมนั่งคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งที่นับได้ว่าเธอเก่งภาษาอังกฤษเอาการ คงไม่ต้องบอกว่าเธอสอบโทเฟลได้คะแนนเท่าไหร่ จุดที่น่าสนใจในการสนทนา ที่ผมเปิดประเด็นคุยก่อนก็คือ

“ประโยคที่พูดถึงอนาคต เราใช้ได้กี่รูปแบบในภาษาอังกฤษ” 

พูดยังไม่จบประโยคดี น้องเขาก็เริ่มพรั่งพรูราวกับว่าตำราแกรมม่ามีชีวิตมาเล่าเรื่องให้ฟัง ผมนั่งฟังยิ้มๆอย่างตั้งใจ และทันทีที่เธอผ่อนลมหายใจ ผมก็ชิงถามก่อนเลยว่า

“เอ แล้วเราพูดสิ่งที่ทำต่อเนื่องในภาษาไทย หรือที่เธอเรียกว่า Present Continuous ในภาษาอังกฤษ เราจะพูดได้กี่แบบในภาษาไทย” 

เธออึ้งไปพักหนึ่ง ทำหน้าครุ่นคิด เหมือนไม่เคยได้ยินคำถามนี้มาก่อน แล้วค่อยๆเอ่ยออกมาเบาๆว่า

“ก็คงแบบเดียวมั้งพี่” เธอตอบเหมือนไม่มั่นใจ แน่นอนผมรู้สึกอย่างนั้น เพราะได้ยินคำว่า “มั้ง” จากปากเธอ

อย่างเช่นวลี “กำลังกิน” “ใช่ไหม” เธอผงกหัวรับ

แล้ว “กินอยู่” “สองวลีนี้ความหมายเหมือนกันหรือเปล่า” ผมถามเสริม

“เออ… ความหมายมันก็เหมือนกันนะพี่” เธอยังตอบรับ

“กำลังกินอยู่” ผมเพิ่มไปอีกหนึ่งรูปแบบ

“ความหมายก็เหมือนกันค่ะ” เธอเริ่มแปลกใจนิดหน่อย ว่าพี่คนนี้จะเล่นอะไรต่อนะ

“เธอรู้ได้อย่างไรว่ามันเหมือนกัน จากตำราภาษาไทยเหรอ” ผมถามแบบลองเชิง

“เปล่าพี่ มันรู้สึกเองว่ามันเหมือนกัน”

“นั่นไง ไวยากรณ์ภาษาไทยของเธอ ออกมาจากความรู้สึกภายใน เธอใช้มันเป็น เธอเข้าใจมัน แต่เธออธิบายไม่ได้….จริงๆพี่ต้องการคำตอบเพียงเท่านี้”

จากจุดนั้น ผมก็เริ่มเปลี่ยนประเด็นการคุยไปในเรื่องแนวคิดของการเรียนภาษาที่สองบนวิถีธรรมชาติบ้าง

“สอนไวยากรณ์ โดยฝึกพูดจากความรู้สึก” หลักข้อที่สามของแนวคิดเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ ประโยคนี้อาจจะดูแปลกๆ แต่ถ้าคิดอีกสักนิดจะเห็นว่ามันอธิบายตัวมันเองได้ชัดเจนที่สุด และทุกคนผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วทั้งสิ้นในโหมดภาษาไทย

การสอนภาษาที่สองให้กับเด็ก คุณไม่ต้องอธิบายอะไรไปมากกว่าการใช้ภาษาในสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำพูด เช่นเมื่อคุณเห็นรถไฟเคลื่อนขบวนเข้ามา คุณก็แค่พูดให้เด็กฟังว่า “The train is coming.” และเมื่อมันเคลื่อนขบวนออกไป ก็บอกเพียงว่า “It’s gone.” มันคงเป็นเรื่องตลกที่จะพยายามบอกเด็กว่า การเห็นสิ่งใดเคลื่อนที่อยู่ เราต้องใช้ Present Continous นะ แล้วถ้ามันหายไป แล้วต้องใช้ Present Perfect พร้อมกับยกหนังสือกริยาสามช่องมาเปิดให้เด็กดู

ในการใช้ภาษา น้ำเสียง อารมณ์ของต้นแบบ เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เด็กจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพราะเด็กจะใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการบันทึก เมื่อเด็กเริ่มเข้าใจ เขาก็จะพยายามเลียนแบบคำหรือประโยคเหล่านี้ แล้วพยายามเอามาใช้ พ่อแม่ที่เป็นต้นแบบต้องพยายามพยุงการพูด เปิดโอกาสให้เขาได้พูด และให้ใช้ประโยคเหล่านี้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะนั่นคือการสร้าง “ความถี่สะสม” เมื่อตอกย้ำความถี่มากขึ้น ความทรงจำก็จะเริ่มก่อร่างสร้างความรู้สึกให้เกิดกับเด็ก เมื่อความรู้สึกนี่หยั่งรากลึกขึ้น เด็กก็สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ พูดได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร…และไม่จำเป็นต้องรู้