คำศัพท์ วลี ประโยค
แนวคิดเด็กสองภาษา แบ่งรอยต่อของการพูดด้วยรูปแบบที่เรียบง่าย และอิงธรรมชาติการพูดของภาษาแม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันนั่น “คำศัพท์ วลี และประโยค”
“คำศัพท์”
พ่อแม่จะต้องสร้างคลังคำศัพท์ให้กับเด็กก่อน โดยคำศัพท์นี้จะต้องมาจากการฝึกพูดจากความรู้สึก ให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กตีความ ไม่ใช่ให้เด็กไปท่องศัพท์ เห็นตัวสะกด บวกคำแปลเหมือนกับที่โรงเรียนในบ้านเราสอนมา
พ่อแม่จะต้องเข้าใจผังการพูดจากความรู้สึกให้ดี ต้องทำให้ครบลูป ต้องมีการขัดเกลาการเลียนแบบของเด็กเพื่อเสียงเคลียร์ขึ้นเรื่อยๆจนชัดในที่สุด
คลังคำศัพท์ที่จะให้เด็กเรียนรู้นั้นควรจะเริ่มต้นจากสิ่งที่รอบตัวในบ้านก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นของใช้ ของกิน ของเล่น สัตว์ต่างๆรอบบ้าน เด็กจะเริ่มจดจำ และบันทึกทุกอย่างราวกับเครื่องถ่ายวิดีโอมีชีวิต
เป้าหมายของการฝึกพูดจากความรู้สึกตั้งแต่คำศัพท์นั้น เพื่อนำพาเด็กไปสู่ “โหมดภาษาที่สอง” ให้เขาฟังและพูดจากความรู้สึก เมื่อเขาได้ยินเสียงของคำศัพท์ สิ่งที่เขานึกอันดับแรก ไม่ใช่ตัวสะกด ไม่ใช่คำแปล ไม่ใช่หนังสือที่เคยเรียน ไม่ใช่ข้อสอบที่เคยฝึก ….หากเป็นภาพวิดีโอที่เขาบันทึกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าต่างหาก
“วลี”
เมื่อเด็กฝึกพูดจากความรู้สึก เริ่มด้วยคำศัพท์ เมื่อเด็กเริ่มตอบสนองด้วยความเข้าใจ พ่อแม่สามารถขยายวงคำศัพท์นั้นออกไปอีกหนึ่งชั้นได้ นั่นก็คือ “วลี”
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณยื่นของให้กับเด็ก แล้วพูดคำว่า “Take” เด็กเข้าใจ เด็กเห็นต้นแบบยื่นของมาให้เขา เด็กเลียนแบบเสียง สิ่งที่ฝึกนั้นทำครบลูปการพูดจากความรู้สึก ให้เพิ่มเขาไปอีกนิดเป็น “Take it” หรือตามด้วยสิ่งที่ต้องการให้เด็กรับไป
ที่ผมพูดถึงรอยต่อก็คือสิ่งนี้ ถ้าคำศัพท์ยังไมได้ถูกฝึกพูดจากความรู้สึก แล้วพ่อแม่เร่งพูดเป็นประโยค เป็นวลี พูดเล่าเรื่องไปเรื่อย โดยพ่อแม่คิดว่าลูกจะเข้าใจและพูดภาษาที่สองออกมาได้นั้น ตามแนวคิดเด็กสองภาษาถือว่าการทำสิ่งนี้จะทำให้รอยต่อก็จะไม่แข็งแรง เหตุผลที่ตอบข้อนี้ง่ายๆก็คือ เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบ เขาจะเลียนแบบสิ่งที่ยืดยาวนี้ได้อย่างไร อย่างดีที่สุดก็คือเข้าใจเป็นบางส่วน แต่ขาดโอกาสได้ฝึกพูด ขาดเวลาได้จัดระเบียบร่างกายในการพูด
ดังนั้นก่อนมาวลีควรจะเริ่มจากคำที่แข็งแรง เสียงเคลียร์จากการขัดเกลาการเลียนแบบและมาจากความรู้สึกเสียก่อน
“ประโยค”
หลังจากพ่อแม่สอนเด็ก โดยเริ่มทีละขั้นอย่างถูกต้อง คำศัพท์ออกมาจากความรู้สึก แล้วเชื่อมต่อไปวลีในรูปแบบเดียวกันอย่างแข็งแรงแล้ว ให้พ่อแม่เริ่มใส่ตัวคนเข้าไป ซึ่งเราจะเรียกสิ่งนี้ในหลักภาษาว่า “ประโยค”
เช่นคุณเริ่มสอนจากคำว่า “Take” แล้วไปสู่วลี “Take it” จากนั้นให้เพิ่มเป็น “Let you take it.”
ทำเพียงเท่านี้แล้วเพิ่มคำศัพท์ วลี ประโยคไปเรื่อยๆ เริ่มจากบ้าน จากบทสนทนาพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ทำให้ถูกต้องอย่างแม่นยำ แล้วลูกของคุณก็จะมีโหมดภาษาที่สอง และเริ่มเป็นเด็กสองภาษาในที่สุด
ในเรื่องของประโยคนั้นก่อนที่จะเด็กจะเล่าเรื่องได้ ตอบคำถามเป็น เด็กจะต้องค่อยๆสะสมขึ้นมาทีละขั้น พ่อแม่อย่าใจร้อน หน้าที่ของพ่อแม่ “ต้องพยุงการส่งผ่านรอยต่อให้แข็งแรง”
มาถึงตรงนี้ ผมอยากจะชี้ให้เห็นชัดขึ้น สำหรับพ่อแม่ใจร้อนว่า เพียงไม่กี่วันในการสอน เราไม่สามารถให้เด็กตอบคำถาม หรือเข้าใจประโยคยาวๆได้หรอก เพราะมันลัดขั้นตอน แล้วถ้าเดินต่อไปอย่างนั้น จะทำให้พ่อแม่หงุดหงิด และเด็กจะเบื่อเสียก่อน
ถ้าคุณลองทำความเข้าใจเรื่อง “การส่งผ่านรอยต่อ” ให้ดี คุณจะเข้าใจทันทีว่าการสอนภาษาอังกฤษ ที่มีประโยคยาว สามสี่บรรทัดให้ไปท่องในแต่ละสถานการณ์ โดยที่คนเรียนไม่มีพื้นฐานตั้งแต่ต้น ไม่มีการก้าวข้ามรอยต่อที่แข็งแรงนั้น เขาจะพูดออกมาได้อย่างไร ให้เป็นธรรมชาติ
อย่างดีที่สุดก็คือ “ท่องไปพูด” แล้วความมั่นใจล่ะ อยู่ตรงไหน เชื่อได้เลยว่าเขาจะลืมอย่างรวดเร็ว เพราะมันเป็นความทรงจำระยะสั้น ผมต้องการให้เด็กพูดออกมาจากความรู้สึกขณะพูดเหมือนกับเราที่พูดภาษาไทย โดยไม่ต้องท่องมาก่อน คิดแล้วก็พูดออกมาเลย แต่ที่กล่าวมานี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ห้ามพูดประโยคยาวๆกับลูกนะครับ พ่อแม่สามารถพูดได้ และให้พูดเป็นธรรมชาติเหมือนกับพูดภาษาไทย เพียงแต่ขอให้ความคาดหวังและการส่งผ่านรอยต่อให้แข็งแรงเท่านั้นเอง
คำแนะนำท้ายสุด….ขอให้พ่อแม่ผ่อนลงมาหน่อย ใจเย็นขึ้นอีกนิด ทบทวนบันไดเจ็ดขั้นพร้อมรอยต่อ แล้วหาปากกามาจดลงสมุดตัวเอง “หลักข้อที่หก ส่งผ่านรอยต่อให้แข็งแรง”











