หลักข้อที่ 7 เลือกระบบการสอนให้เหมาะกับตัวเอง

เลือกระบบการสอนให้เหมาะกับตัวเอง

หนึ่งในสามเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจแนวคิดเด็กสองภาษาผิดไป นั่นก็คือ “พ่อแม่ต้องพูดภาษาอังกฤษกับลูกอย่างเดียว ตลอดเวลา และละเลยภาษาแม่อย่างภาษาไทยไป” ความเข้าใจผิดนี้บ่อยครั้งจะนำไปสู่การต่อต้านการสอนลูกเป็นเด็กสองภาษา หลายคนพอเข้าใจแนวคิดเด็กสองภาษาลึกเพียงพอก็เปลี่ยนความคิดไป ทว่าอีกหลายคนไม่พยายามแม้แต่จะทำความเข้าใจ กลับไปสร้างจินตนาการส่วนตัวว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้แล้วต่อว่า

ระบบการสอนบนแนวคิดเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ มีสองระบบด้วยกันคือ “ระบบหนึ่งคนหนึ่งภาษา” (One Parent One Language – OPOL) และ “ระบบหนึ่งเวลาหนึ่งภาษา” (One Time One Language – OTOL)

“ระบบหนึ่งคนหนึ่งภาษา” มีการแบ่งบทบาทพ่อและแม่ ให้พูดภาษาที่หนึ่งและสองแยกกันไปโดยสิ้นเชิง เช่นแม่พูดอังกฤษ พ่อพูดไทย ต่างคนต่างพูดกับเด็ก เด็กจะเรียนรู้การพูดกับพ่อและแม่ทั้งสองโหมดเองอย่างเป็นธรรมชาติ 

“ระบบหนึ่งเวลาหนึ่งภาษา” ทั้งพ่อและแม่สามารถพูดภาษาที่หนึ่งและสองปนกันกับลูกได้ แต่ไม่แปล ไม่พูดไทยคำอังกฤษคำ ให้พูดเป็นประโยคในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้เด็กแยกสองโหมดจาก “ช่วงเวลา” แทน เช่น “ลูกจ๋าหยิบถ้วยมาให้แม่ใบนึง” “and put it down on the table.” อย่างนี้เป็นต้น

ผมไม่ปฏิเสธว่า “ระบบหนึ่งคนหนึ่งภาษา” นั้น จะทำให้เด็กมีความรู้สึกในโหมดภาษาที่สองเร็วที่สุด ยิ่งพ่อแม่ทำแบบเข้มข้น พัฒนาการก็ยิ่งไปเร็ว เช่นแม่เป็นคนที่พูดภาษาที่สอง และพ่อพูดทั้งสองภาษา แต่ระบบนี้ก็อาจจะสร้างความกดดันให้กับพ่อแม่ได้มาก ยิ่งภาษาที่สองของพ่อแม่ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ความกดดันก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น 

กรณี “แม่น้องเนย” ซึ่งเป็น กลุ่มแรกๆที่อ่านหนังสือเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ แล้วเลือกใช้ระบบหนึ่งคนหนึ่งภาษา โดยแม่เป็นคนพูดภาษาอังกฤษ เด็กเองก็อายุสองขวบครึ่ง ซึ่งพูดไทยเก่งแล้ว ความกดดันจะพุ่งเข้าสู่แม่อย่างมาก เพราะตัวเธอเองก็ไม่เก่งภาษาอังกฤษ แต่ต้องพูดกับลูกตลอดเวลา ในหกเดือนถัดมาด้วยความมุ่งมั่นและเข้มแข็ง ทำให้เธอฝ่าด่านตรงนั้นมาได้ ทำให้น้องเนยสามารถเป็นเด็กสองภาษา พูดอังกฤษกับแม่ได้เต็มร้อย พูดไทยล้วนๆ  กับพ่อ

หลังจากเก็บข้อมูลคนที่ฝึกเด็กตามแนวคิดเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้มาพอสมควร ผมรู้สึกว่าไม่อยากให้พ่อแม่ “หักดิบ” เลือกระบบที่ยากทั้งที่ตัวเองไม่พร้อม “มันตึงเกินไป” ผมอยากให้หาจุดที่เหมาะสมกับตัวเองระหว่างระบบ “หนึ่งคนหนึ่งภาษากับหนึ่งเวลาหนึ่งภาษา” ให้คิดเสมอว่ายังคงรู้สึก “สนุกในการทำ และมีความสุขในการสร้าง” อยู่ “ถ้ารู้สึกตึงไปก็ให้ผ่อน ถ้ารู้สึกหย่อนไปก็เดินต่อไปข้างหน้าอีกนิด” เพราะเราไม่ได้ทำให้เด็กเป็นฝรั่ง เรากำลังสอนภาษาที่สองให้กับลูกบนวิถีธรรมชาติ เราไม่ได้ไปแข่งกับใคร ไม่มีการสอบ เลือกเป้าหมายที่ตัวเองพอใจ อย่ากดดันตัวเองมากไป และเส้นทางการสอนลูกยังมีเวลาอีกหลายปี หากว่าเราพร้อมมากกว่านี้ เราก็ยังปรับระบบใหม่ให้เข้มข้นขึ้น ตามพัฒนาการของพ่อแม่และลูกได้

กรณีน้องไข่มุก แม่โทปาซ เริ่มต้นจากแม่มีความรู้ภาษาอังกฤษน้อยมาก เด็กก็พูดไทยเก่งแล้ว เธอเริ่มต้นจากระบบหนึ่งเวลาหนึ่งภาษา แล้วค่อยๆสร้างโหมดภาษาที่สองให้กับเด็ก เน้นเรื่องการออกเสียงให้ดี เมื่อเด็กตอบสนองและเข้าสู่โหมดสองภาษาได้แล้ว แม่ก็ค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นไปสลับไปใช้ระบบหนึ่งคนหนึ่งภาษาในที่สุด จนน้องไข่มุกกลายเป็นเด็กสองภาษาคุณภาพ และได้รับคำชมเชยจากฝรั่งที่มีโอกาสได้พูดคุย ยิ่งไปกว่านั้นตัวแม่เองก็มีพัฒนาการจากที่ภาษาอังกฤษคืนครูไปหมด วันนี้เธอถูกเลือกเป็นหนึ่งในตัวอย่างการออกเสียง การพูดภาษาอังกฤษได้ดีจากเว็บระดับโลกไปแล้ว

ผมเชื่อว่าพ่อแม่ที่ได้เริ่มทำไปแล้ว และคนที่อยู่ระหว่างทาง ใครที่ทำตึงเกินไป อ่านตรงนี้แล้ว ลองปรับหาจุดที่เหมาะสมกับตัวเองให้ได้ ความสนุกจะทยอยคืนกลับมาอย่างรวดเร็วครับ ….

………..“เลือกระบบที่เหมาะสมกับตัวเอง” …หลักข้อที่เจ็ด ของแนวคิดเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้