Author: PONGRAPEE TACHAPAHAPONG

  • สอนเด็กสองภาษามาสักพัก รู้สึกเหนื่อยและท้อ ทำอย่างไรดีคะ?

    ผมเชื่อว่าความเหนื่อยและท้อต้องมาจาก การตอบรับของลูกยังไม่ดี หรือยังไม่พูดออกมาเลย ถ้าเด็กพูดภาษาอังกฤษออกมาได้ ความเหนื่อยและท้อคงหายเป็นปลิดทิ้ง คำแนะนำมีอย่างนี้ครับ…ลองตรวจสอบดูก่อน ว่าการสอนของคุณนั้น ถูกต้องตามหลักของแนวคิดหรือเปล่า? ถ้าการตอบรับไม่ดี เนื่องจากสอนผิดพลาด ก็น่าเสียดาย ขั้นตอนถัดมาถ้าเหนื่อยเพราะคุณใจร้อน เร่งเกินไป ผมแนะนำให้ลดความเข้มข้นลงมาให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของครอบครัว เหมาะสมกับความพร้อมของเรา เช่นปรับไปใช้ระบบการสอนแบบหนึ่งเวลาหนึ่งภาษา จากเดิมพูดอังกฤษ 50% ก็ให้ลดลงมาอาจจะเหลือ 30% หรือน้อยกว่านั้น ให้เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ลองดูว่าทำแค่นี้พอดีกับตัวเองไหม ถ้ารู้สึกว่ากำลังพอดี ก็ให้เลือกความเข้มข้นขนาดนี้ในการสอนครับ ที่สำคัญที่สุด อย่าลืมแวะไปเติมกำลังใจ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเติมเต็มความรู้ใหม่ๆจากเพื่อนสมาชิกที่สอนลูกเป็นเด็กสองภาษาเหมือนกัน ที่หมู่บ้านเด็กสองภาษาครับ

  • เวลาพูดอังกฤษสำเนียงไทยมาก กลัวเสียงเพี้ยนแล้วลูกจำอย่างผิดๆ?

    ถ้าเรื่องนี้เป็น “ปม” ที่พ่อแม่เอาเป็นข้ออ้าง ไม่สอนลูกเป็นเด็กสองภาษาทั้งที่ใจอยากจะสอนให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา ผมรู้สึกเสียดายโอกาสแทน…สำหรับเรื่องนี้ผมมีข้อแนะนำอยู่สองข้อครับ ข้อแรก…ฝึกพื้นฐานการออกเสียงให้ดี คุณรู้หรือเปล่าว่าคนไทยมีความสามารถในการ เลียนแบบเสียงภาษาต่างๆ…ในภาษาไทยของเรา เรารับรู้ทั้งการออกเสียงสั้น เสียงยาว เสียงควบกล้ำ การลงตัวสะกดหลายๆตัว คนไทยหูไวและเลียนเสียงเก่ง แต่เราออกเสียงภาษาอังกฤษเพี้ยน ไม่ใช่เราเลียนเสียงไม่ได้ มันเป็นเพราะเราเข้าใจผิดในเรื่องภาษาอังกฤษอยู่มากมาย เสียงในภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันมี ทั้งหมด 40 หน่วยเสียง ซึ่งไม่ได้เยอะมากมายเกินกว่าจะเรียนรู้และเลียนแบบ ผมอยากให้พ่อแม่ใช้เวลาทำความเข้าใจระบบการออกเสียงของภาษาอังกฤษ จากนั้นก็ฝึกให้ได้ใกล้เคียง ให้เสียงเคลียร์เพียงพอ และดูแลการออกเสียงของตัวเองให้ได้ โดยสามารถใช้ดิกชันนารีภาษาอังกฤษ-อังกฤษเป็น…อ่านตัวกำกับการออกเสียงสากล ที่เรียกว่า “โฟเนติกส์” ออก เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการออกเสียงเป็นต้นแบบให้ลูกครับ (สำหรับท่านที่สนใจศึกษาเรื่องการออกเสียงนี้ให้ลึกขึ้น ผมเปิดเวิร์กช็อปโฟนิกส์และการออกเสียงอยู่เป็นประจำ ติดตามข้อมูลการจัดเวิร์กช็อปนี้ได้ที่เว็บ 2pasa.com ครับ) ข้อสอง…อย่ารอคอยความสมบูรณ์แบบ ถ้าคุณได้ศึกษาแนวคิดเด็กสองภาษาไปพอสมควร คุณจะรู้ว่าผมเน้นการฝึกให้เด็กพูดจากความรู้สึก แล้วการพูดจากความรู้สึกให้ได้นั้นจะต้องอาศัยความถี่ พร้อมกับให้เด็กตีความด้วยประสามสัมผัสทั้งห้า พ่อแม่ที่สอนตามแนวคิดเด็กสองภาษาไปสักพักก็จะรู้ดีว่า..กว่าเด็กจะจำคำ ศัพท์สักคำจากการตีความแล้วให้เด็กพูดออกมาจากความรู้สึกได้นั้น พ่อแม่จะต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากแค่ไหน เมื่อคุณเข้าใจถึงจุดนี้แล้ว ย้อนกลับมาดูความสมบูรณ์แบบในจินตนาการของเราบ้าง ความสมบูรณ์แบบในการสอนภาษาอังกฤษของเราก็คือ “ฝรั่งเจ้าของภาษาเป็นคนสอน” ผมอยากจะถามว่าจะมีครูฝรั่งคนไหนบ้างที่สามารถดูแลการพูดของเด็กแต่ละคน ขัดเกลาการเลียนแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้เด็กพูดได้ชัดและพูดจากความรู้สึกออกมาได้ ครูฝรั่งในโรงเรียนทั่วไป ต้องดูเด็กยี่สิบสามสิบคน สัปดาห์หนึ่งสี่คาบ คาบละห้าสิบนาที…ลำพังแค่เนื้อหาในบทเรียนก็สอนกันไม่ทันแล้ว อย่าว่าจะมาดูแลเด็กรายตัวและขัดเกลาการเลียนแบบได้เลย…

  • ลูกไม่พูดหรือพูดช้า เกี่ยวกับการสองภาษาหรือเปล่า?

    ผมมีโอกาสได้อ่านงานวิจัย บทความเกี่ยวกับเด็กสองภาษาในต่างประเทศอยู่จำนวนไม่น้อย ผมยังไม่เคยเห็นว่ามีรายงานเด็กพูดช้าเพราะเกี่ยวกับการสอนสองภาษา ส่วนใหญ่จะเป็นรายงานว่าคนที่พูดสองภาษานั้น จะช่วยกระตุ้นสมองทำงานดีกว่าการพูดภาษาเดียวมากกว่า บางงานวิจัยไปถึงขั้นว่าพูดสองภาษาจะทำให้อายุยืนกว่าพูดภาษาเดียวเสียด้วย ซ้ำ ในเรื่องทำนองนี้ ถ้าเด็กจะพูดช้าต่อให้สอนภาษาเดียวก็จะพูดช้า ดังนั้นจะขึ้นอยู่เงื่อนไขของเด็กแต่ละคน ในกรณีลูกผม เพ่ยเพ่ยผมสอนสองภาษาตั้งแต่เกิด ปรากฏว่าเพ่ยเพ่ยสามารถพูดได้ทั้งสองภาษาอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าและชัดกว่าลูกพี่ลูกน้องที่คลานตามกันมาและพูดไทยเพียงอย่างเดียว เสียอีก

  • เราต้องสอนสองภาษากับลูกไปจนถึงเมื่อไหร่?

    เมื่อคุณสอนภาษากับเด็กไปสักพักคุณจะทราบ ว่าเด็กจดจำได้รวดเร็วอย่างน่าทึ่ง และก็ลืมได้อย่างรวดเร็วจนน่าใจหายเหมือนกัน พ่อแม่ที่พาลูกไปอยู่ต่างประเทศตอนเล็กๆ ทั้งที่เด็กพูดไทยได้คล่องแล้ว แต่เมื่ออยู่เมืองนอกนานๆแล้วพ่อแม่ไม่ได้พูดไทยกับลูกอีก เมื่อเด็กโตขึ้นมา เด็กจำนวนมาก ไม่สามารถพูดไทยได้และก็ฟังไม่ออก ดังนั้นผมแนะนำให้สอนสองภาษาไปเรื่อยๆจน กว่าเด็กจะดูแลภาษาของตัวเองได้ ซึ่งอาจจะเป็นสิบขวบ สิบสอง หรือมากกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะของเด็กแต่ละคน แต่ถ้าการสอนสองภาษายังเป็นเรื่องที่สนุกและความสุขในครอบครัว ก็อย่าเพิ่งเลิกไปเลยครับ แต่อาจจะลดความเข้มข้นลง พูดภาษาไทยมากขึ้นหน่อย เลือกระบบหนึ่งเวลาหนึ่งภาษา ผมว่าก็เป็นสิ่งที่ดี และถือว่าเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของครอบครัว และเป็นการตรวจสอบคุณภาพการพูดภาษาที่สองของลูกอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

  • พูดจากความรู้สึกคืออะไร ทำไมต้องฝึกให้ลูกพูดจากความรู้สึก?

    “การพูดจากความรู้สึก” นี่คือหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่แยกการสอนภาษาอังกฤษตามแนวคิดเด็กสอง ภาษากับภาษาอังกฤษทั่วๆไป โดยเฉพาะในโรงเรียน เพราะเราไม่แปล ไม่ท่องศัพท์ ไม่ต้องมีสคริปต์ แต่กระบวนการฝึกเราเน้นให้เด็กค่อยๆพูดออกมาจากความรู้สึกภายในเอง ไม่ต่างกับเราที่พูดภาษาไทย โดยไม่ต้องคิดเรื่องไวยากรณ์ ใช้ความรู้สึกล้วนๆ และยังมั่นใจ ทั้งที่ไม่เคยท่องศัพท์ภาษาไทยสักคำ ที่น่าแปลกใจก็คือ ผมได้นำเสนอแนวคิดเด็กสองภาษา ในเรื่องการพูดจากความรู้สึกมาตั้งแต่ปี 2009 ในหนังสือเด็กสองภาษาพ่อแม่สร้างได้ หลังจากนั้นหลายปี ก็มีฝรั่งเนทีฟ นำเสนอเรื่องนี้อย่างบังเอิญทั้งในเวที Ted Talk และเนทีฟที่สอนเรื่องการออกเสียงผ่าน youtube channel ของตัวเอง นั่นก็เป็นการตอกย้ำความมั่นใจว่าแนวทางนี้คือแนวทางที่ยอมรับในระดับสากล พ่อแม่ที่เพิ่งเข้ามาหรือยังลังเลอยู่กับแนวคิดเด็กสองภาษา ผมอยากให้ฟังสองคลิปด้านล่างนี้อย่างละเอียดครับ

  • พ่อแม่ไม่เก่งอังกฤษ พูดได้น้อยมาก สอนลูกเป็นเด็กสองภาษาได้หรือเปล่า?

    คำถามข้อนี้นับว่าเป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิต และในเวลาเดียวกันก็เป็น “ข้ออ้าง” ยอดฮิตในการบอกปัดไม่สอนลูก ผมมีข่าวดีสองข้อสำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษาและไม่เก่งอังกฤษ ครับ ข่าวดีข้อที่หนึ่งก็คือ..พ่อแม่ส่วนใหญ่ที่สอนลูกเป็นเด็กสองภาษา..เป็น พ่อแม่ที่ไม่เก่งอังกฤษครับ และข่าวดีข้อที่สอง อย่าว่าไม่เก่งอังกฤษเลย ต่อให้ภาษาอังกฤษเป็นศูนย์เลยก็สอนได้ ทำไมถึงสอนได้?..เหตุผลไม่ซับซ้อนครับ หนึ่ง..มนุษย์เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ ดังนั้นอย่าไปปิดกั้นตัวเองและโอกาสที่ดีของลูกด้วยเหตุผลว่าไม่เก่งอังกฤษ คุณสามารถที่จะ “เริ่มต้นเรียนรู้พร้อมลูกได้ เรียนเสร็จแล้วก็สอนเลย” และสิ่งนี้ก็ถูกต้องตามแนวคิดเด็กสองภาษา เหตุผลข้อที่สอง..การเริ่มสอนจะต้องทำความ เข้าใจแนวคิดเด็กสองภาษาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งหนึ่งในหลัก 9 ข้อ ก็คือเรื่อง “พื้นที่ปลอดภัย” พ่อแม่ที่รู้ตัวว่าตัวเองอ่อนภาษาอังกฤษจะต้องเริ่มจากพื้นที่การสอนที่น้อย ที่สุดก่อนที่ตัวเองรู้สึกปลอดภัย สอนให้ถูกหลัก ออกเสียงให้เคลียร์ตามพื้นที่ปลอดภัย แล้วค่อยๆพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ เพียงเท่านี้ก็เข้าสู่เส้นทางสอนลูกเป็นเด็กสองภาษาได้แล้วครับ

  • พ่อแม่ภาษาอังกฤษไม่กระดิกจะสอนลูกเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไร?

    พ่อแม่ฝึกและเรียนรู้ไปพร้อมกับลูก งานของพ่อแม่ที่แท้จริงคือเป็นต้นแบบและเป็นโค้ชให้กับเด็ก การเริ่มพูดเสียงที่ดีเป็นสิ่งจำเป็น คำ วลี ประโยค หลีกเลี่ยงการประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ถ้าไม่มั่นใจ ค่อยๆฝึกทีละขั้น มีแนวคิดที่แข็งแกร่งนำทางครับ

  • พ่อแม่มีเวลากับลูกน้อยมาก จะสอนลูกเป็นเด็กสองภาษาได้ไหม?

    ก่อนอื่นต้องนิยามกันก่อนว่าที่ว่ามีเวลาน้อยนี่ น้อยแค่ไหน?“สามชั่วโมงต่อวัน?” หรือ “สองชั่วโมงต่อวัน?”ถ้า คำตอบคือตัวเลขทำนองนี้ ผมอยากจะบอกว่าผมใช้เวลาพูดคุยกับลูก เพื่อฝึกเป็นเด็กสองภาษาเพียง “หนึ่งชั่วโมงต่อวัน” เท่านั้น เพียงแต่ทำทุกวันอย่างต่อเนื่องและทำอย่างถูกต้องตามหลักการ ก็สามารถสร้างลูกเป็นเด็กสองภาษาได้ครับ พ่อแม่ที่มีเวลาน้อย ผมอยากให้ศึกษาแนวคิดให้ลึกซึ้งเพียงพอ ผมอยากให้ฝึกเด็กอย่างแม่นยำ ยิ่งมีเวลาน้อยยิ่งต้องแม่น การสอนแต่ละครั้งต้องไม่สูญเปล่า แต่ถ้าคุณมีเวลาน้อยกว่านั้นและลูกต้องให้ตายายหรือปู่ย่าเลี้ยงเป็นส่วน ใหญ่ ผมอยากให้เน้นความสุขของครอบครัวเป็นหลักครับ เรื่องภาษาให้เป็นรอง เน้นแค่พื้นฐานการออกเสียงให้ดี ที่เหลือทำเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเด็กสองภาษา แต่ก็มีพื้นฐานการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ดี ผมก็ว่าโอเคแล้วครับ ตอนนี้กำลังท้องอยากสอนลูกสองภาษา ควรจะเริ่มสอนตอนไหนดี เด็กเล็กที่สุดที่จะสอนได้เริ่มอายุกี่ขวบ?ถึง แม้ว่ายังอยู่ระหว่างการตั้งท้อง ก็เริ่มศึกษาแนวคิดเด็กสองภาษาได้เลย เพราะต้องเตรียมตัวพ่อแม่ในเรื่องแนวคิดในการสอน การฝึกพื้นฐานการออกเสียง หัดพูดคำ วลีและประโยค สิ่งเหล่านี้จะต้องใช้เวลา ดังนั้นไม่ต้องรอให้มีลูกก่อน และเมื่อน้องเกิดมาแล้ว ก็สามารถสอนได้ทันทีเลย เด็กจะใช้เวลากว่าปีในการสะสมทุกสิ่งที่อย่างที่คุณสอน ก่อนจะเปล่งเสียงแรกออกมา การสอนตั้งแต่ยังเล็กจะสอนได้ง่าย ไม่มีการต่อต้าน เพราะเขาไม่รู้ว่านี่คือภาษาแม่ หรือภาษาที่สอง กรณีของตัวผมเองนั้น เริ่มสอนลูกตั้งแต่แรกเกิดจนโต โดยใช้ระบบหนึ่งคนหนึ่งภาษา นั่นก็คือผมเลือกพูดภาษาอังกฤษกับลูกอย่างเดียว และแม่เลือกพูดไทยอย่างเดียวครับ

  • พ่อแม่จะต้องพูดอังกฤษตลอดเวลากับลูกไหม?

    คำตอบ…ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษกับลูก ตลอดเวลาครับ เราเลือกระบบการสอนได้เอง ซึ่งประเด็นนี้มีคนเข้าใจผิดจำนวนไม่น้อย หลายคนที่ได้ยินเรื่องราวของการสร้างเด็กสองภาษามา คนที่สนใจก็เริ่มทำเลยโดยไม่ได้ศึกษาแนวคิดแต่อย่างใด และคิดว่าต้องพูดภาษาอังกฤษกับลูกตลอดเวลา ทั้งที่ตัวเองไม่พร้อม คุณภาพเสียงไม่ดีและไม่มีการเตรียมตัว ส่วนบางคนที่ไม่เห็นด้วยก็ต่อว่าต่อขาน ต่างๆนานา คิดว่าการพูดภาษาอังกฤษตลอดเวลาจะทำให้ลูกห่างเหินจากพ่อแม่และไม่มีความสุข เพราะว่าภาษาที่ใช้ในการสื่อสารแบบลึกซึ้งนั่นก็คือภาษาแม่ถูกปิดกั้นไป จะต้องมาพูดคุยภาษาอังกฤษอย่างเดียว ผมอยากจะให้ทบทวนหลักข้อที่เจ็ดของแนวคิดเด็กสองภาษาคือ “เลือกระบบให้เหมาะสมกับตัวเอง” พ่อแม่พูดกันเองพูดภาษาอะไร?ไม่ว่า คุณจะเลือกระบบในการฝึกเป็น “หนึ่งคนหนึ่งภาษา” หรือ “หนึ่งเวลาหนึ่งภาษา” การสนทนาระหว่างพ่อกับแม่หรือคนในบ้านสามารถคุยด้วย “ภาษาไทย” ตามปกติครับ ให้ใช้ชีวิตตามปกติ เด็กจะไม่งงและไม่สับสน เพราะเขาแบ่งโหมดจากคน แต่ก็อาจจะมีสงสัยบ้าง เมื่อเขาโตขึ้นและอาจจะถามว่า “ (พ่อหรือแม่) พูดไทยได้ ทำไมไม่พูดภาษาไทยกับหนู?” คุณสามารถตอบเลี่ยงๆไปตามที่นึกได้ สำหรับผมเอง เมื่อเพ่ยเพ่ยโตขึ้นมา เขาก็ถาม แต่คนอื่นช่วยตอบแทนว่า “ผมพูดไทยได้แต่พูดไม่เก่ง” เด็กก็ไม่ว่าอะไร ปัจจุบันก็คงเข้าใจแล้วว่าผมพูดไทยได้ แต่ก็ยังคงติดพูดกับอังกฤษกับผมจนถึงปัจจุบัน

  • เป็นคนไทยแท้ๆ ทำไมไม่พูดภาษาไทย!

    นี่ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำเสียดสีต่อว่าจากคนกลุ่มหนึ่งในสังคม ที่เห็นเราสอนสองภาษาให้กับเด็ก หรือฝึกตัวเองพูดภาษาอังกฤษ สังคมไทยค่อนข้างจะเป็นสังคมที่พูดภาษาเดียว เมื่อเห็นคนพูดภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะคนไทยด้วยกันเองที่พูดภาษาอังกฤษก็จะรู้สึกแปลกๆ จนไปถึงกับต่อว่าหรือพูดเสียดสีว่า “ดัดจริต” ในขณะเดียวกัน เรากลับรู้สึกเป็นปกติมากกับคนที่พูดภาษาไทยคำภาษาอังกฤษคำ จนการพูดแบบนี้กลายเป็นเรื่องทำกันโดยส่วนใหญ่ในสังคม เรื่องอย่างนี้ผมว่าแปลก แต่สังคมเราถือเป็นเรื่องปกติ ผมพยายามจะบอกพ่อแม่ว่า อย่าไปสนใจเรื่องนี้มากนัก เราไม่ได้ดัดจริต เรากำลังฝึกพูดภาษาอังกฤษให้กับลูกและตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ หลักของแนวคิดเด็กสองภาษา คือต้องพูดภาษาไทยชัดและภาษาอังกฤษดี เมื่อพูดภาษาไทยก็พยายามพูดด้วยคำไทยมากที่สุด ให้ไพเราะ สวยงาม ชัดเจน ไม่พูดปนไทยคำอังกฤษคำ และเมื่อพูดอังกฤษก็ควรพูดให้เสียงเคลียร์ มีจังหวะจะโคนตามลักษณะของภาษาอังกฤษ และนี่คือสิ่งที่ผมอยากให้เห็นกับเด็กสองภาษาครับ